วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สรุป ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการศึกษา


ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการศึกษา
                
            ในอดีตเราได้ให้ความหมายว่ารศึกษา คือ ชีวิต ความเจริญงอกงาม การแสวงหาความรู้ ตามที่นักวิชาการแบ่งได้เป็น 4 อย่างคือ ความหมายของการศึกษา ตามรากศัพท์เดิม ความหมายตามทัศนะ นักปรัชญาตะวันตก ความหมายตามทัศนะนักการศึกษาไทย และความหมายตามเอกสารที่เกี่ยวข้อง

1.ความหมายของการศึกษาตามรากศัพท์เดิม
       ความหมายของการศึกษาตามรากศัพท์เดิม มี 4 แบบ สรุปได้ว่า 1 การศึกษา หมายถึง การให้เลี้ยงดูให้เจริญเติบโต2 การศึกษา หมายถึง การที่ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ ตามความถนัดและความสนใจ 3 การศึกษา หมายถึง การสอนหรือการให้ การอบรม 4 การศึกษา หมายถึง การมีความรู้จากการศึกษาเล่าเรียนและการฝึกอบรม
  
2. ความหมายของการศึกษาตามทัศนะนักปรัชญาและนักการศึกษาโลกตะวันตก
   2.1 จอห์น ดิว มีแนวคิด 4 แบบคือ (1) การศึกษา คือ ชีวิต (2) การศึกษา คือ ความเจริญงอกงาม (3) การศึกษา คือ การจัดประสบการณ์ใหม่ (4) การศึกษา คือ กระบวนการ ทางสังคม  2.2 พลาโต ได้กล่าวว่า การศึกษา หมายถึง การที่จะทําให้ผู้เรียนรู้สึกเป็นสุขและเป็นทุกข์ได้ และพัฒนาสิ่งที่เป็นความงามและสิ่งที่สมบูรณ์ทุกอย่าง
   2.3 เนลเล่อร์ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่าการศึกษา เป็นกระบวนการที่ช่วยสร้างจิตใจ นิสัย และความสามารถทางกายให้แก่บุคคล
   2.4 ซูลท์ ได้กล่าวว่า การศึกษาคือ การลงทุน อย่างหนึ่งของมนุษย์เพราะการศึกษาทําให้มนุษย์ได้รับการพัฒนาทุก ๆ ด้าน ทําให้เป็นผู้รู้จักคิดรู้จักรับผิดชอบ
    2.5 สปินด์เลอร์ กล่าวว่า การศึกษา หมายถึง กระบวนการถ่ายทอดวัฒนธรรม จะเป็นการมุ่งเน้นให้แต่ละคนมีความเป็นตัวของตัวเองในทุก ๆ ด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม
               
3. ความหมายของการศึกษาตามทัศนะนักการศึกษาไทย
   3.1 พนม พงษ์ไพบูลย์ กล่าวว่า การศึกษามี 3 ประเด็นคือ (1) สร้างคนดีให้สังคม (2) กระบวนการทําให้คนฉลาด (3) ทําให้คนนําความรู้ไปใช้ประกอบอาชีพได้
   3.2 ประเวศ วะสี กล่าวว่า การศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์อยางต่อเนื่องและทุกรูปแบบ และรวมถึงการศึกษานอกระบบโรงเรียน
    3.3 จํารัส นวลนิ่ม กล่าวว่า การศึกษาที่เน้นการพัฒนาไว้ 4 อย่างคือ (1) การศึกษา หมายถึง การเรียน การหาความรู้ การค้นคว้าที่บทบาทผู้เรียนเพราะผู้เรียนจะได้รับการพัฒนา (2) การศึกษา หมายถึง การสอน การอบรม การปลูกฝังนิสัย ทัศนคติและค่านิยม (3) การศึกษา หมายถึง ระบบการศึกษาเล่าเรียน 4) การศึกษา หมายถึง หลักวิชาว่าด้วยการสอนหรือการจัดระบบการศึกษาตลอดจนการค้นคว้าวิจัยเพื่อแสวงหาหลักวิชาเพื่อถ่ายทอดไปสู่ผู้ปฏิบัติ
  3.4 วิทยากร เชียงกูล การศึกษาคือ กระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนในสังคม ความรู้ ความเชื่อ ค่านิยม ที่ถ่ายทอด3.5 ดวงจิต แกวอุบล กล่าวว่า การศึกษา คือ การพัฒนาคนทั้งร่างกาย ความรู้ ความคิด ทักษะ ทัศนคติ และคุณธรรมจริยธรรม ที่สามารถปรับตัวให้เข้ากบสังคมและอยู่ในสังคมอย่างปกติสุข
  3.6 สาโรช บัวศรี กล่าวว่า การศึกษา คือ การงอกงาม หรือพูด อีกทีหนึ่งก็คือ การจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมให้แก่ผู้เรียน
           
4. ความหมายของการศึกษาตามเอกสารที่เกี่ยวข้อง
     4.1 แผนการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2535 ได้ให้ความหมายของคําว่า การศึกษา เป็นกระบวนการที่ทําให้มนุษย์สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของตน สามารถดําเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข
        4.2 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ได้ให้ความหมายคําว่า การศึกษา ว่า กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคมโดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ
          
 ความมุ่งหมายของการศึกษา
    1. ความหมายของคําว่าความมุ่งหมาย 
 ความมุ่งหมาย หรืออาจเรียกวาจุดมุหมายเป็น สิ่งสําคัญที่สุดในการดําเนินงานทุกชนิด
   2. ลักษณะของความม่งหมายของการศึกษา
แบ่งได้ 2 ลักษณะดังนี้
     2.1 ความมุ่งหมายทั่วไป เป็นความมุ่งหมายที่กล่าวอย่างกว้าง ๆ และครอบคลุมทั้งหมด เช่น ความมุ่งหมายตามแผนการศึกษาแห่งชาติ แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ เป็นต้น
    2.2 ความมุ่งหมายเฉพาะ เป็นความมุ่งหมายที่แยกย่อยมาจากความมุ่งหมายทั่วไปเป็นเฉพาะเรื่อง เช่น ความมุ่งหมายหลักสูตรแต่ละระดับ เฉพาะรายวิชาหรือเนื้อหาวิชา
3. ระดับความมุ่งหมายของการศึกษา
   3.1 ความมุ่งหมายการศึกษาระดับชาติ ความมุ่งหมายการศึกษาระดับชาติ เป็นระดับสูงสุด มีลักษณะความมุ่งหมายทั่วไปเช่น แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
  3.2 ความมุ่งหมายการศึกษาของแต่ระดับการศึกษา ความมุ่งหมายการจัดการศึกษาของแต่ระดับการศึกษา คือ ระดับการศึกษาปฐมวัย ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และระดับอุดมศึกษา แต่ละระดับมีความมุ่งหมายดังนี้
                3.2.1 การศึกษาระดับปฐมวัย มุ่งอบรมเลี้ยงดูก่อนการศึกษาภาคบังคับ เพื่อเตรียมตัวเด็กให้มีความพร้อมทุกด้านพอที่จะเข้ารับการศึกษาต่อไป
                3.2.2 ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งให้ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม ความสามารถสุนทรียภาพ มีความสามารถในการคิด การแก้ปัญหา มีความเป็นผู้นํา และมีวิสัยทัศน์ มีความรู้และทักษะที่จําเป็น การเรียนรู้ตลอดชีวิต
                3.3.3 ระดับอุดมศึกษา มุ่งพัฒนาความเจริญงอกงามทางด้านสติปัญญาและความคิดเพื่อความกาวหน้าทางวิชาการ มุ่งสร้างสรรค์กาลังคนในระดับวิชาการมุ่งพัฒนาคนให้เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม มีความรู้ความเข้าใจในศิลปะ
วัฒนธรรมเพื่อให้สามารถดําเนินชีวิตอันมีคุณค่าแก่บุคคล สังคมและประเทศชาติ
3.3 ความมุ่งหมายการศึกษาระดับหลักสูตร ความมุ่งหมายการศึกษาระดับหลักสูตรเป็นการนําความมุ่งหมายระดับการศึกษา ซึ่งจะถูกนํามาใช้ในหลักสูตรด้วย
3.4 ความมุ่งหมายระดับหมวดวิชา ความมุ่งหมายระดับหมวดวิชา มีเฉพาะและแตกต่างกันออกไปตามเนื้อหาวิชา
3.5 ความมุ่งหมายระดับการสอน ความมุ่งหมายระดับการสอนจะต้องมีความสอดคล้องกันเชื่อมโยงและนําไปสู่ผู้เรียนกับผู้สอนว่าได้บรรลุผลตามที่ต้องการหรือไม่
4. ความมุ่งหมายของการศึกษาตามทัศนะนักการศึกษา
4.1 อริสโตเติล ได้กล่าวถึงความมุ่งหมายของการศึกษาไว้ว่า การศึกษาเป็นการสร้างความต้องการให้กับบุคคล ให้ประชาชนมีความคิดที่ดีและแสดงออกการกระทําเป็นผู้ดี
4.2 จอห์น ดิวอี้ กล่าวว่า ความมุ่งหมายของการศึกษาในสังคมประชาธิปไตย จะต้องมุ่งที่กิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งจะทําให้ผู้เรียนสามารถมองเห็นผลล่วงหน้า มากกว่าที่จะเป็นความมุ่งหมายที่กาหนดโดยครู
4.3 เดนิลสก์ และลอร์เรนทร์ สมาคมการศึกษาของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงความมุ่งหมายของการศึกษา 4 แบบคือ
4.3.1 ความสํานึกแห่งตน เน้นให้ผู้เรียนได้พัฒนาด้านการสอบถาม อ่าน เขียน คํานวณ และพักผ่อนหย่อนใจ
 4.3.2 มนุษยสัมพันธ์ เน้นให้ผู้เรียนนับถือผู้อื่นในฐานะเป็นมนุษย์ด้วยกันมีการประสานงานและความร่วมมือซึ่งกันและกัน
4.3.3 มีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ เน้นให้ผู้เรียนรู้จักอาชีพและพัฒนาเศรษฐกิจ
4.3.4 มีความรับผิดชอบในฐานะพลเมือง เน้นให้ผู้เรียนได้รู้จักปรับตัว และปฏิบัติต่อสังคม ที่เป็นพลเมืองดีในสังคมประชาธิปไตย

5. องค์ประกอบที่ใช้ในการกําหนดความมุ่งหมายของการศึกษา
     องค์ประกอบที่กำหนดความมุ่งหมายของการศึกษา มีดังนี้
5.1 ปรัชญาการศึกษา เป็นแนวทางที่กำหนดทิศทางตามความมุ่งหมาย ให้การศึกษาดําเนินการไปในแนวทางของปรัชญา
5.2 จิตวิทยาการศึกษา คํานึงถึงผู้เรียนเกี่ยวกับความเจริญเติบโตและพัฒนาการของผู้เรียน
5.3 การจัดการศึกษาเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม สืบสานวัฒนธรรม ปกครองระบอบประชาธิปไตย
5.4 บริบทของชุมชน รวมทั้งฐานะทางเศรษฐกิจของคนในชุมชน แหล่งวิทยากรในชุมชน นํามาใช้ให้เกิดประโยชน์
5.5 ต่างประเทศมีความสัมพันธ์กันทําให้ทราบว่าการจัดการศึกษาของประเทศต่างๆ มีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศเรา
5.6 เทคโนโลยี เป็นผลทําให้การจัดการศึกษาสะดวกและเป็ นไปอยางรวดเร็ว เปิดโลกการติดต่อสื่อสารได้ทุกมุมของโลก

6. ความม่งหมายของการศึกษาไทยในสมัยต่าง ๆ
        6.1สมัยโบราณ การศึกษาไทยยังไม่ระเบียบแบบแผนที่แน่นอน
                6.1.1 สมัยกรุงสุโขทัย มีความมุ่งหมายที่จะให้ประชาชนเป็นพลเมืองดี มีศีลธรรม มีศิลปะป้องกนตัวและให้
ประชาชนเรียนรู้อักษรไทย
                 6.1.2 สมัยกรุงศรีอยุธยา มีความมุ่งหมายในการอบรมศีลธรรมจรรยาความเป็นพลเมืองดี ให้เรียนหนังสือเพื่อ
เป็นนักปราชญ์ และเน้นให้เรียนรู้ อ่านพระไตรปิฎกได้
                6.1.3 สมัยกรุงธนบุรี มีระยะเวลา 14 ปี อยูในภาวะสงคราม จึงมีความมุ่งหมายเน้นให้ประชาชนเรียนรู้ด้านศิลปะการป้องกันตัว
                6.1.4 สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่ 1- รัชกาลที่ 4) มีความมุ่งหมายที่ส่งเสริมให้ประชาชนเรียนรู้ด้านศิลปศาสตร์เน้นความสามัคคี ปลุกใจให้ประชาชนรักชาติ และมองเห็นความสําคัญของศาสนา
6.2 สมัยปฏิรูปการศึกษาไทยเริ่มมีระบบระเบียบแบบแผนคือจัดสร้างโรงเรียน มีครูสอน ใช้แบบเรียน
6.3 สมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้เปลี่ยนการปกครองจากพระมหากษัตริย์ โดยคณะราษฎร มีรัฐธรรมนูญฉบับแรก
6.4 สมัยพัฒนาการศึกษามุ่งหมายคือให้พลเมืองทุกคน ได้รับการศึกษาตามอัตภาพ เพื่อเป็นพลเมืองดี มีคุณธรรมและวัฒนธรรม มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ มีสุขภาพสมบูรณ์มีความเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย ศาสนาและหลักธรรมให้มีความเข้าใจและกระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศตามวิถีทางประชาธิปไตยให้มีความรับผิดชอบ ต่อท้องถิ่น ต่อครอบครัว และต่อตนเอง

ความสําคัญของการศึกษา
          การศึกษาช่วยขัดเกลาให้คนในสังคมละอายต่อบาป ละความเห็นแก่ตัว เป็นพลเมืองดีมีสติสัมปชัญญะการศึกษาช่วยให้มีความรู้ ความชํานาญในการประกอบอาชีพการศึกษาช่วยอบรมบ่มนิสัยให้คุณสมบัติที่ดี เช่น ขยัน อดทน ซื่อสัตย์ประหยัด พึ่งตนเอง ภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีของตนเอง ทํางานร่วมกบผู้อื่นได้เป็นกลุ่มเป็นคณะเป็นหมู่การศึกษาช่วยให้เคารพกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติและปฏิบัติตามสิทธิหน้าที่ของตนเองการศึกษาช่วยให้เกิดความสํานึกที่จะรักษาความมั่นคงเสถียรภาพ เอกราชของ ประเทศชาติการศึกษาช่วยให้รู้จักคุณค่าของศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีของชาติ
การศึกษาช่วยให้เกิดความสํานึกเห็นประโยชน์และคุณค่าของสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ สาธารณสมบัติ เพื่อจะได้พยายามใช้อย่างประหยัด และทํานุบํารุงรักษาให้สูญเสียน้อยที่สุด และรักษาไว้ให้คงสภาพเดิมการศึกษาช่วยให้การดําเนินชีวิตอยางสงบสุข รู้จักรักษาสุขภาพอนามัยส่วนตนและชุมชน รู้จักใช้เวลาวางให้เกิดประโยชน์ สามารถนําข้อคิด ข้อปฏิบัติจากศาสนาที่ตนนับถือมาใช้ในการกาเนินชีวิต

แนวคิดของนักการศึกษาต่างประเทศที่มีอิทธิพลต่อการศึกษาไทย
    1. โพรทากอรัส ให้ทัศนะการศึกษาว่า บุคคลแต่ละคน
คือมาตรวัดทุกสิ่งทุกอยาง อะไรจะเป็นอะไรย่อมขึ้นอยูกับความเชื่อของแต่ละบุคคล ความรู้ทั้งหลายมาจากประสาทสัมผัสทั้งห้าของแต่ละบุคคล ไม่มีหลักสัจจธรรม อันใด ๆ ที่ใช้ได้กบคนทุกคน บุคคลย่อมตัดสินใจด้วยตนเอง วาจะวางตัวต่อรัฐหรือต่อสังคม
   2. โสกราตีส เป็นบรมครูที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ตั้งคําถามว่า อะไรคือความยุติธรรม อะไรคือชีวิตที่ประเสริฐสุด
   3. เพลโต  กล่าววา การศึกษาคือเครื่องมือที่ผู้ปกครองใช้เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยมนุษย์ที่ก่อให้เกิดรัฐที่มีความสามัคคี
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
   4. อริสโตเติล กล่าวว่า การศึกษาคือเครื่องมือของรัฐ จุดหมายการศึกษาคือ การสร้างคุณธรรมที่เกิดจากความรู้และ
ฝึกจิตใจให้มีศีลธรรมจะต้องมีการฝึกภาคปฏิบัติ
   5. จอห์นล็อค  การศึกษา อาจเปลี่ยนคนได้เพราะคนเราถูกปั้นด้วยประสบการณ์และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช้กรรมพันธุ์ที่มีมาแต่กำเนิด
  6. จอห์น เอมอส คอมินิอุส  จุดมุ่งหมายการศึกษาอยูที่ ความรู้ศีลธรรมและศรัทธา จัดให้ทั้งชายและหญิงทุกคน
  7. ฌอง ฌากส์ รุสโซ การศึกษาต้องยกย่องยกเอกัตภาพของเด็กทุกคนด้วยหลักการสอนที่ว่า ไม่ควรสอนอะไรแก่เด็กเลย
จนกระทังเด็กสามารถเข้าใจตนเอง ควรให้มีการสัมผัสและการใช้เหตุผลให้มากขึ้น
  8. จอห์น ดิวอิ้ กล่าวว่า การศึกษาคือชีวิต เป็น การนําประสบการณ์มาใช้กบชีวิตจริง และความเจริญงอกงามคือ มุ่งพัฒนาผู้เรียนด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา
  9. เจอรัลด์ ฟราย  แสดงทัศนคติและมุมมองการปฏิรูปการศึกษาของไทยไว้น่าสนใจคือ จัดการศึกษาตลอดชีวิตให้มากขึ้น ปรับปรุงคุณภาพการศึกษาให้เท่าเทียม สนับสนุนคนเก่งมาเป็นครู

แนวคิดของนักการศึกษาไทยที่มีอิทธิพลต่อการศึกษาไทย
  1.พุทธทาสภิกขุ กล่าววา การศึกษาเพื่อมนุษย์จะมีโอกาสได้สิ่งที่ดีที่สุด สิ่งที่มนุษย์ควรจะได้โดยการทําลายซึ่งสัญชาตญาณอยางสัตว์ แล้วมีการประพฤติกระทําอย่างมนุษย์ที่มีจิตใจสูงโดยสมบูรณ์
  2. สาโรช บัวศร กล่าวว่า การศึกษาคือการงอกงามหรือจัดประสบการณ์ ที่เหมาะสมให้แก่ผู้เรียน ผู้เรียนจะได้งอกงามตามจุดประสงค์ที่วางไว้ และยังกล่าวอีกว่าจะต้องคํานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลซึ่งจะต้องจัดประสบการณ์ให้เหมาะสมกบความถนัดและระดับสติปัญญาของผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ ทั้งด้านวิชาการ คุณธรรม
ศีลธรรม ทักษะต่าง ๆ ด้านวิชาการ วิชาชีพ ที่เหมาะสม
 3. พระธรรมปิกฎ
   3.1 จะต้องรักษาต้นทุนความสุขทั้ง 3 ได้แก่ เด็กรู้จักธรรมชาติและเข้าถึงแหล่งความสุขจากธรรมชาติ ได้สัมผัสธรรมชาติ อยูร่วมกับเพื่อนอย่างเกื้อหนุนเอื้ออาทรต่อกัน
  3.2 การศึกษาที่ดีจะก่อให้เกิดความสุขทุกขั้นตอน ตั้งแต่ฉันทะคือการใฝ่ รู้สร้างสรรค์ทําให้เกิดการอยากรู้อยากทํางานหรือ
  3.3 การศึกษาต้องพัฒนาให้คนรู้เท่าทันกับการพัฒนาวัตถุ พัฒนาเทคโนโลยี ให้รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือรับใช้ในการกระทํา การทํางานและการเรียนรู้ของมนุษย์
  3.4 พัฒนาความสามารถในการบํารุงจิตใจ ให้มีความสุข ทุกวันนี้เรามักจะปรุงแต่งสร้างสรรค์ในทางที่เป็นทุกข์มากกวา ควรสอนให้เด็กเบิกบาน มองปัญหาเป็ นเรื่องการเรียนรู้ มองความยากเป็นเรื่องของความท้าทาย
  3.5 การศึกษาควรพัฒนาให้เด็กมีอิสรภาพ คือฝึกตนเองให้สัมผัสกบวัตถุและเพื่อน
มนุษย์อย่างมีอิสรภาพ พึ่งพาตนเองได้ คืออยู่กบวัตถุที่เพียงพอกับความต้องการของตนเอง ไม่ปรนเปรอตนเองจนเกินไป สามารถพูดได้วามีก็ได้ ไม่มีก็ได้ และต่อเพื่อนมนุษย์คือ มีศีล 5
 3.6 การศึกษาจะต้องพัฒนาเด็กให้เกิด โยนิโสมนสิการคือ เกิดปัญญารู้จักคิดถูกวิธีหรือคิดเป็น รู้จักพิจารณาสิ่งทั้งหลายตามสภาวะ ตามปัจจัย รู้จักแยกแยะสืบค้นถึงต้นเค้า ซึ่งจะทําให้สามารถแกปัญหาได้ และสิ่งเหล่านั้นก็จะนําตนไปสู่ความสุข
4. ส.ศิวรักษ ได้กล่าวว่าการศึกษาเป็นวิธีการที่สังคมพยายามทําให้กระบวนการเล่าเรียนที่จะนําไปสู่การก่ออุปนิสัยและทัศนะ ตลอดจนการสั่งสอนที่เป็นทางการที่ได้รับจากศาสนาจักรและอาณาจักร และการเรียนรู้อย่างไม่เป็นทางการอันได้รับจากสังคมวัฒนธรรม การเมือง ตลอดจนผลได้อันจากการประกอบอาชีพนั้นแหละคือการศึกษา
5. ประเวศ วะส  กล่าววา การศึกษาที่ดีสามารถขจัดทุกข์ของแผนดินมิใช่การท่องหนังสือ มิใช่ทําให้คนทุกข์ยากลําบาก และผลิตคนด้อยคุณภาพที่นําไปสู่ความทุกข์และวิกฤต






วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

แบบฝึกหัด


คำถามท้ายหน่วยการเรียนรู้ที่ 1

1.จงประมวลความหมายของคำว่า  “การศึกษา” 5นิยาม
ตอบ 1. การศึกษาคือ การฝึกฝนตนเองให้มีความรู้ความสามารถ
2. การศึกษาคือเรียนรู้เพื่อเสริมประสบการณ์ให้แก่ตนเอง
3. การศึกษาคือการอบรมคนให้เป็นพลเมืองดีและดำเนินชีวิตด้วยการทำดี
4. การศึกษาคือกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดกับบุคคลและสังคม
5. การศึกษาคือการพัฒนาตนเองให้มีความรู้ความสามารถมากยิ่งขึ้น

2.  คำว่า  การศึกษา  คือการจัดกระบวนการเรียนรู้  ท่านเห็นด้วยหรือไม่ จงอธิบาย
ตอบ เห็นด้วย เพราะ ปรับปรุงความรู้และพัฒนาทักษะให้เกิดความรู้ความสามารถอย่างเป็นกระบวนการและแบบแผน

3.  ในฐานะที่ท่านเป็นนักศึกษาวิชาชีพครู  จงให้นิยามการศึกษาตามความคิดเห็นของท่าน
ตอบ การศึกษา คือ การลงทุน เพราะการศึกษาช่วยพัฒนาตามศักยภาพและความเจริญงอกงามในความรู้
การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพด้านทรัพยากรมนุษย์

4.  ความมุ่งหมายทั่วไปคืออะไร  ความมุ่งหมายเฉพาะเหมือนหรือต่างกันอย่างไร
ตอบ  แตกต่างกัน จุดมุ่งหมายคือ การคาดหวังโดยครอบคลุม
ความมุ่งหมายโดยเฉพาะคือการคาหวังเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง

5.  ความมุ่งหมายคืออะไร  ความมุ่งหมายการศึกษาระดับชาติ  ความมุ่งหมายการศึกษาแต่ละระดับ    ความมุ่งหมายระดับหลักสูตรและ  ความมุ่งหมายระดับหมวด  และมุ่งหมายระดับการสอน  มีความสัมพันธ์หรือแตกต่างกันอย่างไร
ตอบ จุดมุ่งหมายแต่ละจุดมีความสัมพันธุ์กันเพราะจุดมุ่งหมายแต่ล่ะจุดมุ่งหมายต้องการความสำเร็จเหมือนกัน

6. องค์ประกอบที่ใช้กำหนดความมุ่งหมายของการศึกษามีอะไรบ้าง จงอธิบาย 
      ตอบ    1. ปรัชญาการศึกษา (Education  Philosophy) เป็นสิ่งที่กำหนดเป้าหมาย หรือทิศทางของการศึกษาว่าต้องการให้เกิดผลหรือคุณภาพเช่นไรแก่ผู้เรียน  หรือต้องการให้ผู้เรียนมีลักษณะอย่างไร
   2.   หลักสูตร (Curriculum) เป็นสิ่งกำหนดคุณลักษณะผู้เรียนที่จะบรรลุเป้าหมายที่ต้องการจะต้องมีคุณสมบัติ  คุณภาพอย่างไร  และต้องเรียนรู้สิ่งใด
   3.   การสอน (Teaching) เป็นกระบวนการที่ชักนำ ปลูกฝังให้ผู้เรียนเกิดคุณสมบัติมีคุณภาพและเรียนรู้ตามหลักสูตรกำหนด  เพื่อจะนำไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ  โดยใช้วิธีสอนและจิตวิทยาเป็นเครื่องประกอบ
   4.  การประเมินผล (Evaluation)เป็นกระบวนการพิจารณาตีราคาหรือตรวจสอบคุณภาพของผู้เรียนว่าบังเกิดคุณลักษณะต่าง ๆ ตามที่ กำหนดมากน้อยเพียงใด
   5.  การวิจัย (Research) เป็นกระบวนการหาความจริงหรือสาเหตุของปัญหาต่าง ๆ โดยวิธีทางวิทยาศาสตร์ อันเป็นแนวทางนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนและการประเมินผลต่อไป

7. ทําไมการจัดการศึกษาไทยสมัยต่าง ๆ จึงต้องกำหนดความมุ่งหมายการศึกษา ที่จะบ่งบอกความเป็นมาของการศึกษาไทยได้หรือไม่อย่างไร จงอธิบาย
ตอบ การศึกษาทุกสมัยต้องการการพัฒนาคนไทยให้มีความรู้ความสามารถในทุกๆด้าน ทั้งคุณธรรม จริยธรรม จึงต้องมีจุดมุ่งหมาย เพื่อกำหนดจุดมุ่งหมายในสมัยต่างๆ ให้คนไทยได้ศึกษากัน

8. ในฐานะท่านเป็นนักศึกษาวิชาชีพครู ท่านคิดว่าการศึกษามีความสําคัญต่อประเทศอย่างไร จงอธิบาย      
ตอบ เพื่อพัฒนาเด็ก สังคม และประเทศ เมื่อเรามีการศึกษาแล้วการศึกษาจะทำให้เรามีความรู้ ไปพัฒนาสังคมและประเทศ แล้วสามารถยกระดับการศึกษาของประเทศให้สูงขึ้นได้

9. แนวคิดพุทธทาสภิกขุ ได้กล่าววา การศึกษาเพื่อมนุษย์จะมีโอกาสได้สิ่งที่ดีที่สุด สิ่งที่มนุษย์ควรจะได้โดยการทําลายซึ่งสัญชาตญาณอย่างสัตว์ แล้วมีการประพฤติกระทําอย่างมนุษย์ที่มีจิตใจสูงโดยสมบูรณ์ และสิ่งที่ดีที่สุดตามหลักศาสนาพุทธที่วา กินอยู่อย่างพอดี อย่ากินส่วนเกิน อย่าใช้ส่วนเกินเพื่อจะให้เป็นไปได้อะไรอีกอันหนึ่งซึ่งสูงสุดเรียกว่า “บรมธรรม” และการศึกษา เพื่อธรรมาธิปไตยและเป็นเรื่องคนมีปัญญา ต้องมีปัญญาแท้จริงสูงสุด เห็นด้วยหรือไม่อย่างไร จงอธิบาย
ตอบ เห็นด้วย เพราะคนที่มีการศึกษาจะมีกระบวนการคิดวิเคราะห์ และการศึกษาช่วยยกระดับจิตใจของคนให้สูงกว่าคนที่ไม่ได้รับการศึกษา

10. แนวคิดของนักการศึกษาไทยที่ท่านชอบมากที่สุด 1 ท่าน แสดงทัศนะของท่านต่อแนวความคิดการจัดการศึกษาของไทย

ตอบ  ดวงเดือน การศึกษาคือการปรุงแต่งสร้างเสริมประสบการณ์ของบุคคล เปรียบเสมือน กระดาษแผ่นหนึ่งเมื่อแต่งเติมสีเข้าไปเราก็จะได้ลวดลายที่เราเติมแต่งเข้าไป  เหมือนที่เราศึกษาหาความรู้เราก็จะได้ความรู้ประสบการณ์นั้น ถ้าเราไม่เติมแต่งสี กระดาษก็จะว่างเปล่า เช่นเดียวกับการเติม ความรู้หากเราไม่ศึกษาหาความรู้เราก็จะไม่มีความรู้ในการสร้างประสบการณ์

วิธีการในการสร้างBlogger

                                                                           วิธีการในการสร้างBlogger
      
     เปิดโปรแกรมPhotoshop >>สร้าง Untitled1 เลือก New >> ตั้งค่าความกว้าง 950 pixlesและตั้งค่าความสูง225pixles>>ตั้งค่าBackground Contents Transparent กด OK


      หลังจากนั้นเลือก File >> open >>เลือกภาพที่ต้องการ >> ตัดภาพด้วยโปรแกรมphotoshop หลังจากนั้นเลือก Image sizeเลือกขนาด 125 กด OK ทำอย่างนี้จนได้ภาพที่เราต้องการครบ


      หลังจากนั้นกดHorizotal Type Tool(T)เพื่อเพิ่มตัวอักษรและปรับขนาดตัวอักษรและใส่สีตามที่เราต้องการ แล้วจัดเรียงรูปแบบให้สวยงาม


       หลังจากนั้นสร้าง Untitled2เลือก New >> ตั้งค่าความกว้าง 950 pixlesและตั้งค่าความสูง225pixles>>ตั้งค่าBackground Content >> Whiteกด OK


       หลังจากนั้นดึงข้อความและรูปภาพจาก Untitled1 มาลงใน Untitled2จัดวางให้เรียบร้อยแล้วใส่พื้นหลังและกรอบตามต้องการ เมื่อสร้างส่วนหัวบล็อกเสร็จหลังจากนั้นสมัครgmailและสมัครblogger


      หลังจากนั้นเลือกรูปแบบในส่วนด้านซ้ายของบล็อกแล้วเลือกตรงส่วนหัวบล็อกและกดแก้ไข หลังจากนั้นกดbrowerแล้วแนบรูปหัวบล็อกที่ได้สร้างไว้เมื่อตอนต้น หลังจากนั้นรออัปโหลดแล้วกดบันทึกและเลือกบันทึกการจัดเรียงที่มุมบนด้านซ้ายของบล็อก เมื่อตั้งค่าเรียบร้อยแล้วกดดูบล็อกเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย หลังจากนั้นสามารถเพิ่มบทความที่เราต้องการลงในบล็อกได้ตามความต้องการ

 ความรู้สึกในการสร้างบล็อก

รู้สึกว่าการสร้างบล็อกเกอร์นั้นไม่ได้ง่าย ต้องทำอยู่หลายขั้นตอนอยู่เหมือนกัน แต่ก็มีอาจารย์และเพื่อนๆที่คอยช่วยสอนช่วยแนะวิธีสร้างทำให้กระผมได้มีบล็อกเกอร์ส่วนตัวขึ้นมา กระผมรู้สึกภูมิใจมากที่ได้มีบล็อกเกอร์ส่วนตัวไว้ทำงานหรือติดต่อผู้คนได้ทั่วโลก

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ประวัติส่วนตัว


ประวัติส่วนตัว



              กระผมนายอภิชัย  ทับไทร จบชั้นอนุบาลจากโรงเรียนบ้านพรุดินนา อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ และจบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนบ้านพรุดินนาเช่นกันและได้เข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนคลองท่อมราษฎร์รังสรรค์ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ และเรียนต่อมัธยตอนปลายที่โรงเรียนคลองท่อมราษฎร์รังสรรค์เช่นกัน โดยศึกษาในแผนการเรียน สายศิลป์ - ภาษา  และปัจจุบันนี้กระผมกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ศึกษาคณะครุศาสตร์เอกสังคมศึกษา
ปรัชญาชีวิตของกระผมนั่นก็คือไม่มีสิ่งใดที่เราจะได้มาโดยง่ายๆ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนต้องผ่านการลงมือทำถึงจะประสบความสำเร็จในชีวิตและกระผมคิดว่าถ้าเรายอมลำบากในวันนี้ วันข้างหน้าเราจะสบาย
                 สิ่งที่กระผมชอบ กระผมชอบเรียนวิชาสังคมศึกษาเพราะกระผมคิดว่าวิชาสังคมเป็นวิชาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และก็เป็นวิชาที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ในปัจจุบันทำให้เราดูทันสมัยทันเหตุการณ์ ในยุคปัจจุบันและวิชาสังคมเป็นวิชาที่กว้างน่าค้นหาและกระผมก็ชอบการศึกษานอกห้องเรียน คือ การเรียนรู้จากสถานที่จริง เช่นเมืองประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราช ว่าตอนนี้มีหลักฐานอะไรหลงเหลือให้เราได้ศึกษาทำความเข้าใจในการเรียนรู้อีกบ้าง ซึ่งกระผมชอบมากในเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของแต่ละประเทศ แต่ละเมือง ว่ามีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างไร เช่น วัดพระบรมธาตุมีการสร้างเมื่อใด สร้างขึ้นเพื่ออะไร สร้างขึ้นเพื่อมูลเหตุผลใด ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เราต้องสืบหาข้อมูลมา และกระผมก็ชอบวิชาที่เกี่ยวกับกฎหมายเพราะกระผมคิดว่าถ้าเรารู้กฎหมายว่าเป็นยังไง มีกฎกติกาอย่างไรเราจะได้ทำถูกต้องและดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข
 สิ่งที่กระผมไม่ชอบ คือ การที่มีบุคคลที่มีนิสัยก้าวร้าวต่อผู้มีพระคุณไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือครูอาจารย์ ซึ่งกระผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม เราควรที่จะเคารพนับถือเท่านพราะท่านคือผู้มีพระคุณต่อเราที่หาสิ่งใดมาเปรียบเทียบไม่ได้
สิ่งที่กระผมคาดหวัง กระผมคาดหวังที่จะเรียนครุศาสตร์เอกสังคมศึกษาให้จบได้รับใบปริญญาเพื่อจะได้นำความรู้นี้กลับไปสอนที่โรงเรียนบ้านเกิดของกระผมที่จังหวัดกระบี่ เพื่อพ่อแม่ญาติพี่น้องของกระผมจะได้ภูมิใจที่มีลูกมีหลานเรียนจบปริญญาได้เป็นคุณครูมาสอนเด็กนักเรียนให้เป็นผู้ความรู้ เป็นคนคนดีในสังคมไทย
งานอดิเรกของกระผมก็ คือ เวลาว่างจะอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับความรู้รอบตัวหรือออกกำลังกาย เล่นกีฬา เพื่อจะได้มีสุขภาพที่แข้งแรง และงานอดิเรกของกระผมที่มักจะทำเป็นประจำ คือ เล่นเกมส์ต่างๆเพื่อผ่อนคลายสมอง